Perfect Training

พลิกวิกฤตเป็นโอกาสด้วย Resilient Leadership (ภาวะผู้นำแบบสู้ไม่ถอย)

Resilient Leadership

ในโลกปัจจุบันที่องค์กรต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนทางเศรษฐกิจ ความท้าทายทางสังคม หรือเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำอย่างไม่หยุดยั้ง การเป็นผู้นำที่สามารถ “พลิกวิกฤตเป็นโอกาส” ได้กลายเป็นทักษะที่สำคัญ ภาวะผู้นำแบบสู้ไม่ถอย หรือ Resilient Leadership คือคุณสมบัติที่ผู้นำยุคใหม่จำเป็นต้องมี

Resilient Leadership ไม่ได้หมายถึง “การบริหารจัดการปัญหาในภาวะวิกฤต” เพียงอย่างเดียว แต่คือการนำพาองค์กรให้ “ลุกขึ้น” จากความล้มเหลว พ่ายแพ้ ได้อย่างแข็งแกร่ง ยืดหยุ่น และปรับตัวเร็ว และมองหาโอกาสในการเติบโตแม้ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

การเป็นผู้นำที่ยืดหยุ่นและสู้ไม่ถอยไม่ใช่แค่การยืนหยัดอย่าง “ดื้อรั้น” แต่คือการประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ เปิดใจเรียนรู้จากความผิดพลาด และกล้าตัดสินใจบนท่ามกลางความไม่แน่นอน ผู้นำที่มีภาวะ Resilient Leadership จะมองเห็นวิกฤตเป็นเหมือนบททดสอบที่จะทำให้ทีมและองค์กร STRONG แข็งแกร่งขึ้น

Resilient Leadership (ภาวะผู้นำแบบสู้ไม่ถอย) คืออะไร

ความหมายของ Resilient Leadership (ภาวะผู้นำแบบสู้ไม่ถอย)

Resilient Leadership คือความสามารถในการนำทีมและองค์กรให้ผ่านพ้นวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้นำที่มีภาวะสู้ไม่ถอยจะสามารถฟื้นตัวจากความล้มเหลวได้อย่างรวดเร็ว มีทักษะในการสร้างแรงบันดาลใจและความมั่นใจให้กับทีมในการเผชิญหน้ากับความท้าทาย สามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป และสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ภายในองค์กรอย่างยั่งยืน

ตัวอย่างของ Resilient Leadership (ภาวะผู้นำแบบสู้ไม่ถอย)

Satya Nadella

ซัตยา นาเดลลา (Satya Nadella) ซีอีโอของ Microsoft เมื่อเข้ารับตำแหน่งในปี 2014 เขาได้เผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ เนื่องจาก Microsoft กำลังเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับคู่แข่งอย่าง Google และ Apple แต่นาเดลลาเลือกที่จะปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรครั้งใหญ่ เน้นการเรียนรู้ การทำงานเป็นทีม และการนำเทคโนโลยี Cloud มาเป็นศูนย์กลาง

แทนที่จะยึดติดกับความสำเร็จในอดีต นาเดลลาได้ปลูกฝังแนวคิด “Growth Mindset” ให้กับพนักงานทุกคน สร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้จากความล้มเหลวและกล้าที่จะลองสิ่งใหม่ ผลลัพธ์คือ Microsoft ฟื้นคืนความแข็งแกร่งและกลายเป็นผู้นำในตลาด Cloud ด้วยบริการอย่าง Azure ที่ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล

Jacinda Ardern นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ที่แสดงให้เห็นถึง Resilient Leadership ในการรับมือกับเหตุการณ์กราดยิงที่มัสยิดไครสต์เชิร์ชในปี 2019

แทนที่จะโฟกัสเพียงแค่การลงโทษคนร้าย เธอกลับนำพาประเทศด้วยความเห็นอกเห็นใจและความเป็นมนุษย์ สร้างความสามัคคีและการยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมภายในประเทศ

นอกจากนี้ เธอยังเร่งออกกฎหมายควบคุมอาวุธปืนภายในเวลาอันสั้น เพื่อป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอย แสดงถึงการตัดสินใจที่เด็ดขาดและรวดเร็วภายใต้แรงกดดัน

เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง Old School Leadership (ผู้นำแบบดั้งเดิม) กับ Resilient Leadership (ผู้นำแบบสู้ไม่ถอย)

คุณสมบัติOld School Leadership (ผู้นำแบบดั้งเดิม)Resilient Leadership (ผู้นำแบบสู้ไม่ถอย)
แนวคิดในการบริหารมุ่งเน้นการควบคุมและการสั่งการ เน้นโครงสร้างที่ชัดเจนและตายตัวเน้นการสร้างความยืดหยุ่นและการปรับตัวตามสถานการณ์ เปิดโอกาสให้ทีมมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
การแก้ไขปัญหาเน้นแก้ปัญหาจากมุมมองของผู้นำคนเดียว ใช้ประสบการณ์ในอดีตเป็นหลักเปิดรับความคิดเห็นจากทีม ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลและการเรียนรู้จากความล้มเหลวในการตัดสินใจ
การสื่อสารการสื่อสารแบบทางเดียว เน้นการออกคำสั่งและการกำหนดแนวทางที่ชัดเจนการสื่อสารแบบสองทาง เปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างจริงจัง สร้างการมีส่วนร่วมและความเชื่อมั่น
การตัดสินใจใช้อำนาจตัดสินใจจากตำแหน่งสูงสุดเพียงคนเดียวตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลและความร่วมมือจากทีม เน้นการประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ
การรับมือกับความเปลี่ยนแปลงมีความยืดหยุ่นต่ำ ยึดติดกับแนวทางและกลยุทธ์เดิม ไม่ปรับตัวตามสภาพแวดล้อมปรับกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็วตามสถานการณ์ เชื่อมั่นในการทดลองและเรียนรู้จากความล้มเหลว
แรงจูงใจและการสร้างแรงบันดาลใจเน้นการใช้อำนาจและการลงโทษเพื่อสร้างแรงจูงใจสร้างแรงบันดาลใจด้วยความเห็นอกเห็นใจ ความเชื่อมั่น และการเป็นแบบอย่าง
การพัฒนาและการเรียนรู้มุ่งเน้นการทำตามกฎระเบียบและขั้นตอนเดิม ไม่ส่งเสริมการเรียนรู้ใหม่เน้นการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมการเรียนรู้จากประสบการณ์และความผิดพลาด
วิสัยทัศน์และเป้าหมายวิสัยทัศน์คงที่และไม่เปลี่ยนแปลงตามบริบท มุ่งเน้นการทำตามเป้าหมายระยะยาวเพียงอย่างเดียววิสัยทัศน์ยืดหยุ่นและพร้อมปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ เน้นการสร้างคุณค่าและความยั่งยืนระยะยาว
ความสัมพันธ์กับทีมสร้างความสัมพันธ์แบบหัวหน้า-ลูกน้อง มีระยะห่างระหว่างผู้นำกับทีมสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด เน้นความร่วมมือและความไว้วางใจ เป็นผู้นำที่พร้อมจะสนับสนุนทีม
ความรับผิดชอบผลักภาระความรับผิดชอบไปยังผู้อื่นเมื่อเกิดความผิดพลาดรับผิดชอบอย่างเต็มที่แม้เกิดความล้มเหลว พร้อมเรียนรู้และปรับปรุงแก้ไขจากบทเรียน

“A resilient leader is not someone who never fails,
but someone who rises stronger and goes further every time they fall.”

“ผู้นำที่สู้ไม่ถอย ไม่ไช่ว่าพวกเขาจะไม่เคยล้มเหลว
แต่ทุกครั้งที่ล้มลง พวกเขาจะลุกขึ้นใหม่แล้วไปไกลกว่าเดิม”

ทำไมในปัจจุบันโลก และ องค์กร ต้องการผู้นำที่สู้ไม่ถอย

จากรายงานของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ระบุว่าองค์กรทั่วโลกต้องเผชิญกับความท้าทายจากวิกฤตเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล ภาวะโลกร้อน และวิกฤตสุขภาพ เช่น โควิด-19 ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน การมีผู้นำที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นและปรับตัวได้อย่างยืดหยุ่นจึงเป็นหัวใจสำคัญในการก้าวผ่านสถานการณ์เหล่านี้

สถานการณ์ที่องค์กรต้องเผชิญในปัจจุบัน

  1. วิกฤตเศรษฐกิจ
    การเปลี่ยนแปลงในเศรษฐกิจโลก เช่น วิกฤตการเงิน, ภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือการขึ้นของอัตราดอกเบี้ย ทำให้องค์กรต้องหาวิธีการบริหารจัดการต้นทุนและการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้นำที่สามารถรับมือกับการลดลงของรายได้ และกระตุ้นการเติบโตท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ จึงเป็นที่ต้องการอย่างยิ่ง ตัวอย่างเช่น ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 หลายองค์กรต้องปรับโครงสร้างการดำเนินงาน และบางบริษัทที่มีผู้นำที่ยืดหยุ่นสามารถปรับกลยุทธ์และยืดหยุ่นได้มีโอกาสเติบโตและฟื้นตัวได้เร็วกว่า
  2. การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล
    การแปลงโฉมทางดิจิทัลทำให้หลายองค์กรต้องปรับเปลี่ยนจากระบบดั้งเดิมสู่การใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ระบบคลาวด์, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), และการวิเคราะห์ข้อมูลใหญ่ (Big Data) การเปลี่ยนแปลงนี้ต้องการผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และกล้าตัดสินใจเพื่อให้บริษัทสามารถแข่งขันในยุคดิจิทัลได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อ Amazon ย้ายจากการขายหนังสือออนไลน์ไปสู่การขายสินค้าหลากหลายประเภท และต่อมาได้ขยายไปยังธุรกิจคลาวด์คอมพิวติ้ง (AWS) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเติบโตของบริษัท
  3. ภาวะโลกร้อน
    การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อการผลิตและการดำเนินงานในหลายอุตสาหกรรม เช่น เกษตรกรรม, การผลิต, และพลังงาน การปรับตัวให้เข้ากับนโยบายที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม หรือการพัฒนาแนวทางธุรกิจที่ยั่งยืนกลายเป็นสิ่งที่องค์กรต้องให้ความสำคัญ ตัวอย่างเช่น บริษัท Tesla ภายใต้การนำของ Elon Musk สามารถนำพาบริษัทให้เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายจากภาวะโลกร้อนและการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ
  4. วิกฤตสุขภาพ (โควิด-19)
    โควิด-19 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของวิกฤตที่ทำให้ทุกองค์กรต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้นำที่มีภาวะสู้ไม่ถอยสามารถปรับกลยุทธ์ให้ทันสถานการณ์ เช่น การเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานจากการทำงานในออฟฟิศมาเป็นระบบ Remote หรือ Hybrid Work ที่สามารถลดความเสี่ยงของการติดเชื้อและรักษาประสิทธิภาพการทำงานได้ ตัวอย่างเช่น บริษัท Microsoft สามารถปรับเปลี่ยนระบบการทำงานให้เหมาะสมในช่วงโควิด-19 และยังคงรักษาผลประกอบการที่แข็งแกร่งผ่านผลิตภัณฑ์เช่น Microsoft Teams ที่ช่วยให้การทำงานระยะไกลเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไมผู้นำแบบดั้งเดิมถึงไม่สามารถรับมือกับความท้าทายรูปแบบใหม่ๆ ได้

ผู้นำแบบดั้งเดิมมักยึดติดกับโครงสร้างและวิธีการที่เป็นระบบตายตัว เช่น การตัดสินใจจากบนลงล่าง (Top-Down) การวางแผนระยะยาวที่ไม่ยืดหยุ่น หรือการใช้กลยุทธ์ที่ใช้ได้เฉพาะในสภาพแวดล้อมที่ไม่เปลี่ยนแปลง การขาดความยืดหยุ่นในการปรับตัวทำให้ผู้นำแบบดั้งเดิมไม่สามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงหรือวิกฤตที่เกิดขึ้นได้ทันเวลา ส่งผลให้ขาดความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ที่ท้าทาย

ส่วน Resilient Leadership จะเปิดรับมุมมองใหม่ๆ และสร้างกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยผู้นำที่มีความยืดหยุ่นสามารถปรับเปลี่ยนแผนการทำงานอย่างรวดเร็วตามสถานการณ์

Resilient Leadership สร้าง Benefit อะไรให้องค์กรบ้าง

1. การรักษาความต่อเนื่องของการดำเนินงาน

ในช่วงวิกฤตเช่นการระบาดของโควิด-19 องค์กรที่มีผู้นำที่มีภาวะ Resilient Leadership สามารถปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานได้ทันที เช่น การเปลี่ยนไปใช้ระบบทำงานทางไกล (Remote Work) หรือการปรับรูปแบบการทำงานให้สามารถทำงานได้จากที่บ้านผ่านเครื่องมือดิจิทัลต่างๆ ทำให้สามารถรักษาความต่อเนื่องของการดำเนินงานได้ แม้ว่าสถานการณ์ภายนอกจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ตัวอย่าง
บริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีหรือการบริการ เช่น Microsoft หรือ Zoom สามารถปรับตัวได้เร็วในช่วงวิกฤตโควิด-19 โดยการให้พนักงานทำงานจากที่บ้านผ่านเครื่องมือคลาวด์และการประชุมออนไลน์ ทำให้การทำงานไม่หยุดชะงักและยังคงสร้างรายได้จากการขยายการใช้งานแพลตฟอร์มต่างๆ ในขณะที่คู่แข่งที่ไม่สามารถปรับตัวได้ทันทีก็ประสบปัญหาจากการหยุดชะงักของการดำเนินงาน

2. การพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี

ผู้นำที่มี Resilient Leadership จะสามารถนำการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการดำเนินงานขององค์กรได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ การใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ระบบคลาวด์ (Cloud Systems), ระบบการจัดการทรัพยากรบุคคล (HR Tech), และเครื่องมือสำหรับการสื่อสารออนไลน์ ทำให้องค์กรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการจัดการภายในองค์กรได้อย่างดี

ตัวอย่าง
การนำระบบ คลาวด์ มาใช้ในองค์กร ช่วยให้พนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลและทำงานร่วมกันได้จากทุกที่ทุกเวลา ไม่จำเป็นต้องมีสถานที่ทำงานเดียวกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในช่วงการระบาดของโควิด-19 หรือแม้กระทั่งการที่บริษัทที่มีการพัฒนาซอฟต์แวร์หรือแอปพลิเคชันต่างๆ เช่น Amazon หรือ Netflix ที่มีการปรับตัวและใช้เทคโนโลยีให้เข้ากับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงการระบาดของโรค

3. การสร้างความยืดหยุ่นและการฟื้นฟูจากความล้มเหลว

Resilient Leadership ช่วยเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นฟูและการเรียนรู้จากความล้มเหลว ผู้นำสามารถใช้ข้อผิดพลาดหรือวิกฤตเป็นโอกาสในการพัฒนาและปรับปรุงองค์กร โดยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้างให้กับการเรียนรู้จากข้อผิดพลาดและการเปลี่ยนแปลงการทำงานในลักษณะที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ตัวอย่าง
ในกรณีที่องค์กรเกิดความล้มเหลวในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่หรือไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ผู้นำที่มีภาวะ Resilient Leadership จะสามารถทำการวิเคราะห์ข้อผิดพลาดและนำมาปรับปรุงในกระบวนการพัฒนาในอนาคต เช่น การใช้ข้อมูล feedback จากลูกค้าหรือพนักงานในการปรับปรุงผลิตภัณฑ์และกลยุทธ์ใหม่เพื่อให้สำเร็จในครั้งถัดไป

4. การสร้างวัฒนธรรมการสนับสนุนที่แข็งแกร่ง

ผู้นำที่มีภาวะ Resilient Leadership สามารถสร้างวัฒนธรรมในองค์กรที่เต็มไปด้วยการสนับสนุนและความเชื่อมั่น ส่งเสริมให้ทีมงานสามารถทำงานร่วมกันได้ดีแม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก การมีทัศนคติบวกและการสนับสนุนกันภายในทีมจะช่วยให้องค์กรสามารถเอาชนะความท้าทายและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีในระหว่างพนักงาน

ตัวอย่าง
ในช่วงวิกฤตหลายองค์กรที่มีผู้นำที่ใส่ใจความเป็นอยู่ของพนักงาน เช่น การสนับสนุนด้านสุขภาพจิต หรือการให้พนักงานมีความยืดหยุ่นในเรื่องเวลาในการทำงาน พนักงานก็จะรู้สึกถึงความห่วงใยและมีแรงกระตุ้นในการทำงานต่อไป ซึ่งส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในการรักษาทีมงานที่มีคุณภาพ

5. การส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ผู้นำที่มีภาวะ Resilient Leadership มักจะเปิดโอกาสให้พนักงานหรือทีมงานสามารถคิดสร้างสรรค์และทดลองแนวทางใหม่ๆ การสนับสนุนให้มีการสร้างนวัตกรรมในองค์กรช่วยให้องค์กรสามารถรับมือกับความท้าทายและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดได้

ตัวอย่าง
Google เป็นตัวอย่างที่ดีในการส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม โดยการให้พนักงานมีเวลาหรือโอกาสในการพัฒนาโปรเจกต์ใหม่ๆ แม้ว่าโปรเจกต์นั้นจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับงานประจำของพวกเขา การเปิดโอกาสให้พนักงานคิดสร้างสรรค์ช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ ที่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาด

เฟรมเวิร์คในการพัฒนา Resilient Leadership (ผู้นำแบบสู้ไม่ถอย)

4 Core Areas of Resilient Leadership

จากบทความของ Center for Creative Leadership (CCL), การพัฒนา Resilient Leadership สามารถทำได้โดยการพัฒนาทักษะใน 4 ด้านหลัก ได้แก่:

  1. Mental Toughness (ความแข็งแกร่งทางจิตใจ)
    การฝึกจิตใจให้พร้อมรับมือกับความเครียดและอุปสรรค เช่น การตั้งใจและมีความมุ่งมั่นแม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก
  2. Stress Management (การจัดการความเครียด)
    การรับมือกับความเครียดอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การใช้วิธีผ่อนคลายจิตใจหรือการแบ่งเวลาทำงานให้มีประสิทธิภาพ
  3. Supportive Culture (วัฒนธรรมที่สนับสนุนกันในทีม)
    สร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการทำงานร่วมกันและการเติบโตของสมาชิกในทีม
  4. Risk Management (การบริหารความเสี่ยง)
    การตัดสินใจและวางแผนรับมือกับความเสี่ยงในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน

อุปสรรคในการพัฒนา Resilient Leadership

อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ขาด Resilient Leadership หรือ ภาวะผู้นำแบบสู้ไม่ถอย อาจเกิดจากหลายปัจจัยทางจิตวิทยาที่ส่งผลให้ผู้นำไม่สามารถปรับตัวหรือฟื้นตัวจากวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อผิดพลาดเหล่านี้สามารถขัดขวางความสามารถของผู้นำในการเผชิญกับความท้าทาย และยอมแพ้แทนที่จะหาทางออก หรือพัฒนาไปข้างหน้าได้

Resilient-Leadership

Expecting Quick Results : คาดหวังผลลัพธ์ที่รวดเร็ว

ผู้นำที่ขาดความอดทนและต้องการเห็นผลสำเร็จทันที มักจะยอมแพ้หรือท้อถอยเมื่อไม่เห็นผลลัพธ์ที่คาดหวังอย่างรวดเร็ว การขาดความอดทนนี้อาจทำให้พวกเขาละทิ้งความพยายามในการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในองค์กร

ตัวอย่าง
ผู้นำที่ต้องการเห็นผลลัพธ์อย่างรวดเร็วอาจเลือกที่จะยกเลิกโปรเจกต์หรือกลยุทธ์ที่ต้องใช้เวลาในการเห็นผล แม้ว่าจะมีศักยภาพในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

Losing Self-Confidence : ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง

เมื่อผู้นำสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง พวกเขามักจะลังเลในการตัดสินใจที่สำคัญและไม่สามารถนำทีมผ่านวิกฤตได้อย่างมั่นใจ ความไม่มั่นใจนี้สามารถส่งผลกระทบต่อทิศทางและการตัดสินใจของทั้งองค์กร

ตัวอย่าง
ผู้นำที่ไม่มั่นใจในความสามารถของตนเองอาจไม่กล้าลงมือทำการตัดสินใจที่สำคัญ เช่น การตัดสินใจลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือการปรับโครงสร้างองค์กร

Being Stuck in the Past : ติดอยู่ในอดีต

การที่ผู้นำไม่สามารถปล่อยวางจากความผิดพลาดในอดีตหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะทำให้พวกเขาไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันได้ และไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างเต็มที่

ตัวอย่าง
ผู้นำที่ยึดติดกับวิธีการทำงานเก่าๆ หรือความผิดพลาดในอดีตอาจไม่ยอมรับวิธีการใหม่ๆ หรือความเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นในการพัฒนาองค์กร

Dwelling on Past Mistakes : ยึดติดกับความผิดพลาดที่ผ่านมา

การให้ความสำคัญกับข้อผิดพลาดในอดีตมากเกินไปทำให้ผู้นำไม่สามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดเหล่านั้นและไม่สามารถก้าวข้ามอุปสรรคในปัจจุบันได้

ตัวอย่าง
ผู้นำที่ไม่สามารถปล่อยวางจากความผิดพลาดในอดีตอาจจะล้มเหลวในการพัฒนาโครงการใหม่ๆ หรือปรับกลยุทธ์ให้ทันกับความต้องการขององค์กรในปัจจุบัน

Fearing the Future : กลัวอนาคต

ความหวาดกลัวในสิ่งที่ยังมาไม่ถึงสามารถทำให้ผู้นำไม่กล้าตัดสินใจในการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็น หรือไม่กล้าที่จะรับมือกับความท้าทายที่มาถึง

ตัวอย่าง
ผู้นำที่กลัวอนาคตอาจลังเลที่จะริเริ่มลงทุนในโครงการใหม่ๆ หรือทดลองกลยุทธ์ใหม่ๆ เพราะกังวลเกี่ยวกับผลลัพธ์ที่ไม่แน่นอน

Resisting Change : ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง

ผู้นำที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ยอมรับสิ่งใหม่ๆ จะไม่สามารถนำพาองค์กรไปข้างหน้าในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ตัวอย่าง
ผู้นำที่ไม่กล้ายอมรับเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือวิธีการทำงานใหม่ๆ อาจทำให้องค์กรตกอยู่ในภาวะล้าหลังและไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาด

Giving Away Their Power : ยอมทิ้งพลังของตัวเอง

ผู้นำที่สูญเสียการควบคุมและปล่อยให้สถานการณ์ภายนอกกำหนดการตัดสินใจของตนเอง จะไม่สามารถนำพาทีมให้ประสบความสำเร็จในระยะยาวได้

ตัวอย่าง
ผู้นำที่ปล่อยให้การตัดสินใจภายนอกหรือความคิดเห็นจากผู้ถือหุ้นควบคุมการดำเนินการขององค์กร อาจสูญเสียการควบคุมในกลยุทธ์ที่สำคัญ

Believing in Their Own Weaknesses : เชื่อว่าตัวเองความอ่อนแอ

ผู้นำที่มองตัวเองว่าไม่มีความสามารถหรือไม่สามารถรับมือกับความท้าทาย จะไม่สามารถเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งและสร้างแรงบันดาลใจให้ทีมได้

ตัวอย่าง
ผู้นำที่มองว่าตัวเองอ่อนแออาจไม่กล้าที่จะตัดสินใจในการยกเครื่องกลยุทธ์หรือทำการเปลี่ยนแปลงในองค์กร ซึ่งอาจทำให้การเติบโตขององค์กรหยุดชะงัก

Feeling the World Owes Them Something : ความรู้สึกที่ต้องทำเพื่อคนอื่นตลอดเวลา

เมื่อผู้นำรู้สึกว่าตัวเองต้องตอบแทนโลกหรือผู้อื่นมากเกินไป พวกเขาอาจจะไม่กล้าตัดสินใจที่ดีที่สุดเพื่อองค์กร เพราะมองว่าเป็นการตอบแทนหรือทำเพื่อผู้อื่น

ตัวอย่าง
ผู้นำที่รู้สึกว่าต้องตอบแทนผู้อื่นในการตัดสินใจอาจจะเลือกทางที่ไม่ดีที่สุดสำหรับองค์กรเพียงเพราะต้องการหลีกเลี่ยงการขัดแย้งหรือไม่อยากทำให้ผู้อื่นผิดหวัง

Fearing Failure More Than Desiring Success : กลัวความล้มเหลวมากกว่าปรารถนาความสำเร็จ

ผู้นำที่กลัวความล้มเหลวมากเกินไปอาจไม่กล้ารับความเสี่ยงหรือทำการตัดสินใจสำคัญ ซึ่งทำให้พลาดโอกาสในการพัฒนาองค์กร

ตัวอย่าง
ผู้นำที่กลัวการล้มเหลวมักจะไม่กล้าเปิดโอกาสให้ทีมทำสิ่งใหม่ๆ หรือทดลองกลยุทธ์ใหม่ๆ แม้ว่าจะเห็นว่าโอกาสในการเติบโตอยู่ตรงหน้า

Never Imagining the Possibilities : ไม่เคยจินตนาการถึงสิ่งที่เป็นไปได

การไม่สามารถมองเห็นศักยภาพในอนาคต หรือไม่มองถึงโอกาสใหม่ๆ อาจทำให้ผู้นำไม่สามารถพัฒนาองค์กรได้ตามที่ควร

ตัวอย่าง
ผู้นำที่ไม่เห็นถึงโอกาสในการพัฒนาองค์กรจะไม่สามารถกระตุ้นทีมให้มุ่งมั่นไปข้างหน้า และไม่สามารถใช้ศักยภาพขององค์กรได้เต็มที่

Fearing Loss : กลัวแต่ว่าจะสูญเสีย

ผู้นำที่กลัวการสูญเสียสิ่งที่มีอยู่ เช่น อำนาจ หรือทรัพยากรที่มี จะไม่กล้าตัดสินใจในสิ่งที่สามารถนำพาองค์กรไปข้างหน้าได้

ตัวอย่าง
ผู้นำที่กลัวการสูญเสียจะไม่กล้าเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ หรือยอมรับความเสี่ยงใหม่ๆ ซึ่งอาจทำให้โอกาสในการเติบโตขององค์กรหายไป

Overworking Themselves : ทำงานอย่างบ้าคลั่ง

ผู้นำที่ทำงานหนักเกินไปโดยไม่สามารถจัดการกับความเครียดหรือฟื้นฟูตัวเองได้ จะไม่สามารถตัดสินใจหรือคิดในภาพรวมได้อย่างชัดเจน

ตัวอย่าง
ผู้นำที่ไม่สามารถแบ่งเวลาสำหรับการพักผ่อนหรือฟื้นฟูตัวเองอาจทำให้เกิดความเหนื่อยล้าและสูญเสียความกระตือรือร้นในการพัฒนาองค์กร

Thinking Their Problem is Unique : ชอบคิดว่าปัญหาของตัวเองไม่เหมือนใคร

เมื่อผู้นำรู้สึกโดดเดี่ยวในปัญหาของตนเอง พวกเขาอาจไม่ขอคำปรึกษาหรือเรียนรู้จากผู้อื่น ซึ่งทำให้พวกเขาไม่สามารถหาวิธีแก้ปัญหาหรือวิธีการใหม่ๆ ได้

ตัวอย่าง
ผู้นำที่ไม่ยอมรับว่าเขากำลังเผชิญกับปัญหาที่มีผู้อื่นเคยเจอมาก่อน อาจทำให้พวกเขาพลาดโอกาสในการแก้ไขปัญหาด้วยแนวทางที่มีประสิทธิภาพ

Interpreting Failure as a Sign to Quit : มองความล้มเหลวเป็นสัญญาณให้เลิก

การเห็นความล้มเหลวเป็นจุดจบและตัดสินใจยอมแพ้ในทันทีเมื่อพบอุปสรรคจะทำให้ผู้นำไม่สามารถก้าวข้ามปัญหาและไม่พัฒนาตัวเองได

ตัวอย่าง
ผู้นำที่มองว่าความล้มเหลวเป็นจุดจบอาจเลิกทำโปรเจกต์หรือกลยุทธ์ก่อนที่จะสามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดและปรับปรุงวิธีการ

Feeling Sorry for Themselves : ความรู้สึกสงสารตัวเอง

การตกอยู่ในความรู้สึกว่าตนเองโชคร้ายและไม่สามารถทำอะไรได้จะทำให้ผู้นำไม่สามารถเป็นผู้นำที่ดีและไม่สามารถพาทีมออกจากวิกฤตได้

ตัวอย่าง
ผู้นำที่รู้สึกท้อแท้และสงสารตัวเองในช่วงวิกฤตอาจจะไม่สามารถคิดหาทางออกหรือปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้องค์กรไม่สามารถผ่านพ้นวิกฤตได้

Resilient Leadership

Resilient Leadership (ภาวะผู้นำแบบสู้ไม่ถอย) พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ได้อย่างไร

ภาวะผู้นำแบบ Resilient Leadership มีบทบาทสำคัญในการพลิกวิกฤตให้กลายเป็นโอกาส แม้ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ผู้นำที่สามารถปรับตัวและฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วจะช่วยให้องค์กรก้าวผ่านสถานการณ์ที่ท้าทายไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการพลิกวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสไม่ใช่เพียงแค่การรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ยังเป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาในทางที่ดีขึ้น ดังนี้:

  1. การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์อย่างรวดเร็ว
    ในช่วงเวลาของวิกฤต ผู้นำที่มีภาวะ Resilient Leadership จะไม่ยึดติดกับกลยุทธ์เดิมๆ แต่จะมองหาทางเลือกใหม่ๆ เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น การปรับแผนการตลาดหรือการเปลี่ยนแปลงช่องทางการขายให้สอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป จากการปรับกลยุทธ์ที่รวดเร็วนี้ องค์กรสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันและเติบโตได้
  2. การใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
    ผู้นำที่มีความยืดหยุ่นจะสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แม้ในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤต การใช้เทคโนโลยีสามารถทำให้องค์กรยังคงดำเนินงานต่อไปได้ เช่น การนำระบบคลาวด์มาใช้เพื่อให้การทำงานร่วมกันเป็นไปอย่างราบรื่น แม้ว่าพนักงานจะไม่ได้อยู่ในที่เดียวกัน หรือการใช้เครื่องมือการสื่อสารออนไลน์ในการติดต่อและร่วมมือกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  3. การสนับสนุนพนักงานในด้านจิตใจและความเป็นอยู่
    ผู้นำที่มีภาวะ Resilient Leadership เข้าใจว่าพนักงานไม่เพียงแค่ต้องการการสนับสนุนทางเทคนิคเท่านั้น แต่ยังต้องการการสนับสนุนทางจิตใจด้วย ในช่วงวิกฤตที่อาจส่งผลกระทบต่อจิตใจ พวกเขาจะให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้พนักงานสามารถรับมือกับความเครียดและความวิตกกังวลได้ ผ่านการให้คำแนะนำหรือกิจกรรมที่ช่วยบรรเทาความเครียด
  4. การสร้างความเชื่อมั่นและกำลังใจให้ทีมงาน
    การที่ผู้นำสามารถรักษาความเชื่อมั่นของทีมในช่วงวิกฤตเป็นสิ่งสำคัญ ผู้นำที่มีภาวะ Resilient Leadership จะสื่อสารอย่างชัดเจนและโปร่งใสเกี่ยวกับสถานการณ์และแนวทางการแก้ไข พร้อมทั้งให้กำลังใจและกระตุ้นให้ทีมไม่ยอมแพ้ แต่หาวิธีการใหม่ๆ ในการเอาชนะอุปสรรคที่เกิดขึ้น เพื่อรักษาพลังใจให้ทีมพร้อมต่อสู้ไปด้วยกัน
  5. การมองวิกฤตเป็นโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนา
    ผู้นำที่มีภาวะ Resilient Leadership จะไม่มองวิกฤตเพียงแค่ปัญหา แต่จะเห็นมันเป็นโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนา การเกิดปัญหาหรือความล้มเหลวสามารถเป็นบทเรียนที่มีค่าที่ทำให้องค์กรเติบโตได้ เมื่อผู้นำและทีมงานสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์เหล่านั้น พวกเขาจะสามารถเตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  6. การรักษาความยืดหยุ่นในการปรับตัว
    ผู้นำที่มีภาวะ Resilient Leadership จะมีความสามารถในการปรับตัวอย่างรวดเร็วและยืดหยุ่นในการรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด พวกเขาจะไม่ยึดติดกับวิธีการหรือแนวทางเดิมๆ แต่จะเปิดรับวิธีการใหม่ๆ ที่สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในช่วงวิกฤต โดยการประยุกต์ใช้ความคิดสร้างสรรค์และมุมมองที่หลากหลายในการแก้ปัญหา

สรุป

Resilient Leadership (ภาวะผู้นำแบบสู้ไม่ถอย) คือการนำความยืดหยุ่น ความสามารถในการปรับตัว และการฟื้นตัวหลังจากวิกฤตมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในช่วงเวลาที่ท้าทาย ผู้นำที่มีภาวะนี้จะมองวิกฤตไม่ใช่แค่ปัญหา แต่เป็นโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนา ซึ่งทำให้สามารถปรับกลยุทธ์เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ผู้นำที่มี Resilient Leadership สามารถรับมือกับความท้าทายได้โดยการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน และกลยุทธ์ต่างๆ เช่น การใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ หรือการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมองค์กร เพื่อให้พนักงานสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องแม้ในช่วงวิกฤต นอกจากนี้ยังสามารถสร้างความเชื่อมั่นและกำลังใจให้กับทีมงาน ทำให้ทุกคนร่วมมือกันฝ่าฟันอุปสรรคไปได้

การมองวิกฤตเป็นโอกาสในการพัฒนาและการปรับตัวในทิศทางที่ดีกว่าไม่เพียงช่วยให้องค์กรเอาชนะปัญหาชั่วคราว แต่ยังเตรียมองค์กรให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยสามารถเติบโตและพัฒนาความสามารถได้ต่อเนื่องในระยะยาว ดังนั้น Resilient Leadership จึงเป็นสิ่งสำคัญที่องค์กรต้องมีในผู้นำเพื่อให้สามารถเผชิญกับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน.

Scroll to Top